โครงการปิดทองหลังพระ สืบสานแนวพระราชดำริ

โครงการปิดทองหลังพระเป็นโครงการที่ดำเนินการโดยสถาบันส่งเสริมและพัฒนากิจกรรมปิดทองหลังพระ สืบสานแนวพระราชดำริที่ท่าน ม.ร.ว. ดิศนัดดา ดิศกุล เป็นประธาน และมูลนิธิปิดทองหลังพระ สืบสานแนวพระราชดำริ ที่ท่านองคมนตรี ศาสตราจารย์นายแพทย์เกษม วัฒนชัย เป็นประธาน

การไปร่วมโครงการปิดทองหลังพระครั้งนี้จัดที่โรงแรมประจักษ์ตรา อุดรธานี วันที่ 30 เมษายน ถึง 1 พถษภาคม 2554 มีผู้เข้าร่วมเป็นจำนวนมากประมาณ 150 คน จาก 12 มหาวิทยาลัย ที่อธิการบดีหรือรองอธิการบดีของมหาวิำทยาลัยแต่ละแห่งนำทีมเข้าร่วม นอกจากนี้ยังมีเลขาธิการมูลนิธิชัยพัฒนาคือท่านสุเมธ ตันติเวชกุล และ รองผอ.สำนักงบประมาณ โดยมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์มี รองอธิการบดีฝ่ายประสานงานโครงการพิเศษ อาจารย์ณรงค์ชัย พิพัฒน์ธนวงศ์ และตัวแทนรองอธิการบดีวิทยาเขตเฉลิมพระเกียรติจังหวัดสกลนคร ผู้ช่วยอธิการบดี อาจารย์อนุกูล วัฒนสุขเข้าร่วมกิจกรรม

การเข้าร่วมงานตลอดระยะเวลา 2 วัน มีเนื้อหาค่อนข้างยาว และรูปจำนวนมาก ผมจึงแบ่งเนื้อหาออกเป็น 4 ส่วนตามโครงสร้างกำหนดการคือ

1.วันเสาร์ ช่วงบ่าย, เป็นการประชุมใหญ่เพื่อทำความเข้าใจวัตถุประสงค์ของโครงการและแลกเปลี่ยนความคิดเพื่อให้เข้าใจไปในแนวเดียวกันมีประเด็นนำเสนอที่น่าสนใจจำนวนมาก ซึ่งเปรียบเสมือนเป็น การเรียนรู้ภาคทฤษฎี สืบสานแนวพระราชดำริ

2.วันเสาร์ ช่วงค่ำ, เป็นการนำเสนอรายละเอียดโครงการนำร่องที่เป็นความร่วมมือระหว่างมหาวิทยาลัยจำนวนหนึ่งที่ทำไปก่อนแล้วกับโครงการปิดทองหลังพระฯ รวมทั้งเป็นช่วงนำเสนอกิจกรรมของแต่ละมหาวิทยาลัยที่มีอยู่และคาดว่าสามารถผลักดันเป็นความร่วมมือกับทางโครงการปิดทองหลังพระได้ การพูดคุยกันในช่วงนี้เปรียบเสมือนเป็น การร่วมปันประสบการณ์ซึ่งกันและกันระหว่างโครงการปิดทองหลังพระฯ กับมหาวิทยาลัย

3.เช้าวันอาทิตย์, เป็นการลงพื้นที่อ่างเก็บน้ำห้วยคล้าย ซึ่งเป็นการต่อยอดจากการพูดคุยให้เห็นของจริง เปรียบเสมือนเป็น การเรียนรู้ภาคสนาม สืบสานแนวพระราชดำริ

4.บ่ายวันอาทิตย์, เป็นการลงพื้นที่ชุมชนเพื่อทำความเข้าใจปัญหาและสร้างความใกล้ชิดกับชาวบ้าน มีการประชุมกลุ่มย่อยร่วมกับชาวบ้าน ก่อนที่จะกลับไปประชุมที่โรงแรมประจักษ์ตรา เพื่อลงรายละเอียดความร่วมมือกับมูลนิธิปิดทองหลังพระฯ ซึ่งเปรียบเสมือนเป็นภาคของการทำ พันธะสัญญา สืบสานแนวพระราชดำริ เป็นการสร้างความเชื่อมั่นระหว่างกันของโครงการปิดทองหลังพระฯ มหาวิทยาลัย และชุมชน ที่จะผลักดันกิจกรรมก้าวไปข้างหน้าด้วยกัน

เนื่องจากมีรูปประกอบจำนวนมาก ดังนั้นจึงรวบรวมรูปทั้งหมดเป็นคลังภาพแนบท้ายบทความไว้ (170 ภาพ) ส่วนการถ่ายทอดรายละเอียดจะนำภาพบางภาพจำนวนไม่มากแทรกไว้เพื่อเพิ่มอรรถรสในการอ่าน

This slideshow requires JavaScript.

ส่วนที่หนึ่ง: การเรียนรู้ภาคทฤษฎี สืบสานแนวพระราชดำริ

ช่วงบ่ายวันเสาร์ที่ 30 เมษายน 2554 เราเดินทางไปถึงสถานที่ประชุมสายไปบ้าง เนื่องจากติดขบวนแห่บั้งไฟที่พังโคน การแนะนำโครงการด้วยสไลด์ได้เสร็จสิ้นไปแล้ว แต่ยังทันเนื้อหาในส่วนปักธงความคิดสืบสานแนวพระราชดำริ ซึ่งมีผู้เข้าร่วมประชุมจำนวนมากประมาณ 150 คน เมื่อเข้าไปแล้วมีการจัดการที่นั่งและการเข้าไปนั่งอย่างเข้มงวด ทำให้ในช่วงนี้ผมไม่สามารถถ่ายรูปใดใดได้ ทำได้แต่เพียงจดเนื้อหาการประชุมโดยย่อเท่านั้น

กรอบการประชุมถูกสรุปเป็นเอกสารหนึ่งแผ่นแจกให้กับผู้เข้าร่วมประชุม เนื้อหาพุ่งเป้าไปที่บทบาทของมหาวิทยาลัยร่วมกับมูลนิธิปิดทองหลังพระฯ เนื้อหาโดยย่อกล่าวถึงองค์ความรู้จำนวนมากที่กระจายอยู่ตามโครงการพระราชดำริและโครงการหลวงอื่นๆ 4,000 โครงการ ที่สามารถถอดองค์ความรู้ 6 ด้านคือ ดิน, น้ำ, เกษตร-ปศุสัตว์-ประมง, ป่าไม้, สิ่งแวดล้อม, และพลังงานทางเลือก ซึ่งมหาวิทยาลัยสามารถนำไปสร้างเป็นรายวิชา/หลักสูตรสำหรับนักศึกษาและบุคคลทั่วไป หรือนำไปวิจัยต่อยอด รวมทั้งเป็นแหล่งเรียนรู้จากชุมชนร่วมกันของอาจารย์และนักศึกษา โดยสิ่งเหล่านี้เป็นการตอบสนองนโยบายรัฐ หนึ่งมหาวิทยาลัย หนึ่งจังหวัด และร่วมนำเสนอทางเลือกต่อปัญหาความยากจน, วิกฤตอาหาร, วิกฤตพลังงาน, วิกฤตประชากรล้นโลก, ภาวะโลกร้อน

ท่านสุเมธ ตันติเวชกุล เลขาธิการมูลนิธิชัยพัฒนา ได้ให้ขยายความให้ชัดเจนว่าโดยปกติโครงการตามพระราชดำริที่เริ่มต้นขึ้นโดยมูลนิธิฯ มักดำเนินการจนสมบูรณ์ แต่บางส่วนที่ไม่เกิดผลสมบูรณ์เช่น ประชาชนมีฎีกาความเดือดร้อนเข้ามา ทางมูลนิธิฯ จะมีการตรวจสอบว่าเดือดร้อนจริง จากนั้นดำเนินการประสานไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อพระราชทานโครงสร้างพื้นฐานเช่น อ่างเก็บน้ำ เป็นต้น ซึ่งมีแล้วก็จบไม่มีการผลักดันต่อ จึงเกิดเป็นโครงการปิดทองหลังพระเพื่อประสานผลักดันให้หน่วยงานต่างๆ เข้ามาเชื่อมต่อดำเนินการให้สมบูรณ์ในส่วนเหล่านี้ ซึ่งเปรียบเสมือนเป็นห้องเรียนธรรมชาติที่มีเกือบทุกจังหวัด เป็นตำราที่มีชีวิต ที่มหาวิทยาลัย ชมรม และโรงเรียนควรเข้าไปใช้ในการเรียนการสอนที่มีปฏิบัติการจริง

การเรียนการสอนแนวนี้มีเกิดขึ้นแล้วเป็นตัวอย่างที่นิด้าที่ทางคุณจิรายุ อิศรางกูล ณ อยุธยาได้พัฒนาหลักสูตรขึ้นเพื่อเรียนในห้องเรียนธรรมชาติเหล่านี้มาแล้ว 7 รุ่น แต่ก็มีข้อจำกัดในการหาวิทยากรมาสอน (ที่ตอนนี้ผู้สอนมีน้อยและส่วนใหญ่ไม่ค่อยมีเวลาเนื่องจากต้องทุ่มเทให้กับโครงการตามพระราชดำริ) ทำให้แนวทางนี้ขยายได้ไม่มาก

บทบาทของมหาวิทยาลัยที่มีโอกาสประยุกต์ได้กว้างขวางกว่าก็คือการเข้าร่วมเป็นราย job เช่น ผลการศึกษาปัญหาและแนวทางแก้ปัญหาสามารถส่งมาให้มูลนิธิเพื่อประสานงานดำเนินการต่อได้ เป็นต้น

ปลัดกระทรวงมหาดไทย ได้กล่าวถึงแนวทางสนับสนุนให้มหาวิทยาลัยพัฒนาชนบทมีอยู่ 2 กรอบคือ 1. การจัดสรรงบจังหวัดที่หวังผลในเชิงยุทธศาสตร์ และมักเน้นการจัดสรรงบตามตัวชี้วัดมากกว่าความยั่งยืนอื่นๆ ดังนั้นในกรอบ 2 จึงเน้นหวังผลที่ยั่งยืนมากขึ้นโดยมุ่งไปที่การจัดการความรู้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในพื้นที่ห่างไกลที่ข้าราชการและเกษตรมักขาดแคลนความรู้โดยมหาวิทยาลัยที่มีความรู้ในตำรา (ทฤษฎี) ควรมีการนำมาเชื่อมโยงกับประสบการณ์ชีวิตจริงจากชุมชน/ปราชญ์ชาวบ้าน เพื่อร่วมผลักดันการแก้ปัญหาต่างๆ เช่น ปัญหาหนี้สิน ปัญหาการจัดการในงานอาชีพ (ยกตัวอย่างปุ๋ยอินทรีย์ที่ส่งวัสดุการเกษตรข้ามจังหวัดไปทำปุ๋ยและส่งกลับมาใช้) และปัญหา CSR หรือองค์กรธุรกิจที่รับผิดชอบต่อสังคม

ท่านปิยะวัติ บุญหลง จากสถาบันคลังสมองที่ศึกษานโยบายของมหาวิทยาลัยในไทยมาอย่างต่อเนื่องยาวนาน ได้เน้นย้ำเรื่องความท้าทายของมหาวิทยาลัยที่มีแนวโน้มมุ่งไปสู่บทบาทการเป็น USR (University Social Response) หรือการผลิตบัณฑิตที่มีสติความรับผิดชอบต่อสังคม ซึ่งเป็นงานที่ต้องอาศัยการจัดการที่มีความยากในการขยายผลอย่างต่อเนื่อง ระบบมหาวิทยาลัยจะต้องสร้างความชำนาญให้บุคลากรมหาวิทยาลัยในการทำงานลักษณะนี้ อาจารย์ต้องเข้าใจเงื่อนไขและระมัดระวังในการสร้างกิจกรรมกับชุมชน มิเช่นนั้นจะเกิดผลเสียระยะยาวต่อทั้งชุมชนและความมั่นใจที่มีต่อมหาวิทยาลัยเอง

ท่านนายแพทย์วิจารณ์ พานิช ได้กล่าวถึงระบบการศึกษาบ้านเรายึดหลักกฎหมายที่ให้ “อิสระ” ในการจัดการศึกษาภายใต้สภามหาวิทยาลัย ดังนั้นการจัดการเชิงระบบในภาพรวมตรงนี้ก็คือ สกอ. และ กกอ. ดังนั้น หากมหาวิทยาลัยต้องการเป้าหมายเข้าไปใกล้ชิดกับประชาชน/สังคมมมากขึ้น ต้องมีการปรับเพิ่มเติมจากแนวทางเป้าหมายเดิมที่ใกล้ชิดวิชาการที่ไปใกล้ชิดโลก (หมายถึงความก้าวหน้าทางวิชาการที่มุ่งเน้นการตีพิมพ์ อิมแพคแฟคเตอร์) ให้มีความใกล้ชิดประชาชนและสังคมมากขึ้น นั่นคือการสร้างสรรค์ วิชาการสายรับใช้สังคม ที่ผลงานพัฒนาสังคมสามารถเป็นผลงานทางวิชาการที่มีผลต่อชาติบ้านเมือง รวมถึงเป็นที่ยอมรับในวงวิขาการด้วยกัน ซึ่งจะเป็นเช่นนี้ได้ต้องมีกลไกสนับสนุนคือการพัฒนาระบบ National Impact Factor ของวิชาการสายรับใช้สังคม ที่สอดคล้องไปกับแนวโน้มโลกที่เน้นทักษะการเรียนรู้ การสร้างความรู้ที่มีการแลกเปลี่ยนเชิงปฏิบัติเป็นเครือข่ายเรียนรู้ต่อยอดหมุนเวียนตอบโจทย์ทั้งในระดับชีวิตจริงและของวิชาการโลกได้อย่างต่อเนื่อง

อาจารย์กฤษณพงศ์ กีรติกร ประธานกรรมการวิทยาลัยชุมชน ได้กล่าวถึงแนวทางร่วมมือวิืทยาลัยชุมชนในโครงการปิดทองหลังพระฯ ที่น่าสนใจหลายประการ การลงพื้นที่ของโครงการปิดทองหลังพระต้องเข้าสู่ประเด็นสำคัญที่เป็น critical นั่นคือคำถามที่ว่า “ทำไมต้องทำเรื่องนี้ ทำไมต้องออกชนบท ทำไมต้องช่วยคนยากจน” ถ้าหากคำตอบคือทำเพราะแค่อยากช่วย.. แค่นั้นไม่เพียงพอ

คำตอบในประเด็น critical ที่นำเสนอมีอยู่ 2 เรื่อง คือหัวใจที่นำไปสู่การร่วมมืออย่างต่อเนื่องและความพร้อมในการเข้าร่วมผลักดันกับโครงการปิดทองหลังพระฯ

เรื่องแรก การร่วมมือในกลุ่มบุคลากรของมหาวิทยาลัยส่วนใหญ่ใช้ “สมอง” ลงพื้นที่ ซึ่งในที่สุดก็จะรู้ปัญหาเป็นอย่างดี เช่น รู้ว่ามีปัญหาน้ำ ปัญหาการเลี้ยงไก่ที่ตายเยอะ เป็นต้น แต่ถ้าหากไม่ใช้ “ใจ” ลงพื้นที่ จะไม่เห็น ไม่เข้าใจ และไม่สามารถรับรู้ความทุกข์ยากหรือสิ่งที่มีผลจริงต่อชุมชนในพื้นที่ และไม่เกิดความจูงใจที่แท้จริงในการลงพื้นที่อย่างต่อเนื่องจนถึงที่สุด

การมีความเข้าใจที่ไม่ถูกต้อง หรือการให้ความสำคัญของสมองมากกว่าด้านจิตใจ สามารถเกิดปัญหาในลักษณะที่ในระยะแรกที่ลงพื้นที่ ได้ฟังเกี่ยวกับแรงบันดาลใจต่างๆ จนเกิดกำลังใจคึกคัก “ของขึ้น” แต่เมื่อระยะเวลาผ่านไปก็จะนำไปสู่สภาพเฉื่อยชาในที่สุด

เรื่องที่สอง ความพร้อมของวิทยาลัยชุมชนโดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเด็นวิพากษ์วิจารณ์การสนับสนุนการทำงานของมหาวิทยาลัยชุมชนที่แตกต่างจากกลไกของมหาวิทยาลัยโดยปกติที่เน้นกลุ่มช่วงอายุ 18-22 ปีเป็นหลัก แต่วิทยาลัยชุมชนเน้นกลุ่มคนทำงาน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นคนที่ไม่ได้รับโอกาสในการเรียนระบบปกติ จบ ก.ศ.น. ไม่ค่อยมีเงิน ต้องช่วยตนเองในการศึกษา นอกจากนี้การเรียนการสอนในวิทยาลัยชุมชนเป็นลักษณะของคนในชุมชนสอนคนในชุมชน ใช้โจทย์ชุมชน ไม่ใช่ book based

หลักสูตรที่สอนเกี่ยวกับชุมชนในปัจจุบันส่วนใหญ่มีมโนทัศน์กระบวนการศึกษาเป็นแบบ book based เป็นวิชาการมากๆ อีกทั้งการจัดการหลักสูตรและการประเมินที่ “เสพติด KPI” ในระบบ world ranking กล่าวได้ว่าเป็นปฏิปักษ์ต่อหลักสูตรของวิทยาลัยชุมชน เช่น จำนวน ผศ., รศ., เป็นเรื่องเหลวไหลในกรอบของวิทยาลัยชุมชน ขัดแย้งกับสภาพความเป็นจริงของการบริหารหลักสูตรวิทยาลัยชุมชน แต่มีผลโดยตรงต่อการจัดสรรงบประมาณ จนกล่าวได้ว่าเป็นอาการของ โรค KPI โรค กพร.

ข้อจำกัดเหล่านี้เกิดขึ้นเพราะการออกแบบระบบจัดการในระบบปกติที่เป็นกระแสหลักเพื่อคนส่วนใหญ่ แล้วบังคับใช้เหมือนกันทั้งหมด แต่ในความเป็นจริงมีพวกที่ระบบปกติเข้าไม่ถึง ตรวจจับไม่ได้ ที่เรียกว่า under radar ทำให้ระบบปกติเหล่านี้มีการผลักคนให้ออกนอกระบบหรือไม่ได้รับการศึกษาเป็นจำนวนมาก (ประมาณ 14 ล้านคน) เช่น ยุบโรงเรียนบนเขาเพราะไม่มีครู เป็นต้น ทำให้แรงงานปัจจุบัน 60-70% อยู่ในระดับต่ำกว่าหรือเท่ากับระดับประถมศึกษา ซึ่งสิ่งเหล่านี้หน่วยงานหลักที่ดูแลควรต้องมีการทบทวนสิ่งเหล่านี้

ส่วนที่สอง: การร่วมปันประสบการณ์ซึ่งกันและกัน

เนื้อหาในช่วงนี้มีผู้เข้าร่วมประชุมเฉพาะผู้ที่เกี่ยวข้องกับงานมหาวิทยาลัยประมาณ 60 คนเริ่มต้นด้วยการแนะนำโครงการในการดูแลของโครงการปิดทองหลังพระ นั่นคือ การเชื่อมต่อกิจกรรมนักศึกษาไทยในด้านพัฒนา กับ SIFE (Students in Free Enterprise) เครือข่ายองค์กรธุรกิจระดับโลกที่ไม่แสวงหากำไร ที่เน้นการสร้างเครือข่ายระหว่างมหาวิทยาลัยกับเอกชนเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตความเป็นอยู่ของชุมชนให้ดีขึ้นด้วยขุมพลังธุรกิจ

ในช่วงนี้บรรยายโดยคุณแมวหลานคุณชายดิศนัดดา (ขออภัยที่ไม่มีชื่อจริง) ที่ดูแลโครงการ SIFE ในไทย โดยมีข้อเสนอให้ทุกมหาวิทยาลัยมีกิจกรรมที่อิงโครงการ SIFE ซึ่งสุดท้ายโครงการที่ผ่านการคัดเลือกจะถูกนำไปประกวดที่ต่างประเทศ (เช่น ปัจจุบันธรรมศาสตร์มี 7 โครงการ ได้รับเลือก 5 โครงการ) โดยโครงการในปีที่ผ่านมามีการนำนักศึกษาลงพื้นที่กระจายทั้ง 4 ภาค

โครงการที่นำเสนอเป็นตัวอย่างในที่ประชุมคือโครงการจากน้องเก้านักศึกษาด้านบริหารธุรกิจของธรรมศาสตร์ที่ลงพื้นที่จังหวัดน่าน

หากท่านต้องการดูรายละเอียดมากกว่าสไลด์ที่แทรกเข้ามานี้ ให้ดูที่คลังภาพด้านท้ายบทความ

โครงการของนักศึกษาเริ่มต้นจากการมองชุมชนจากภายนอกเข้าไป ตั้งข้อสังเกตเรื่อง “ทำไมถึงต้องเผาป่า” ซึ่งคำตอบที่ได้ผูกเข้ากับความจำเป็นของการดำรงชีวิต คือการเตรียมพื้นที่ปลูกข้าวแบบหมุนเวียน หนึ่งครอบครัว 5 ชีวิต ต้องการข้่าวปีละ 2,000 กิโลกรัม คิดเป็นพื้นที่ประมาณ 20 ไร่ หมุนเวียน 3 เท่า หมายความว่าครอบครัีวหนึ่งต้องมีพื้นที่ 60 ไร่ปลูกข้าว จึงจะสามารถอยู่ได้

การลดพื้นที่เพาะปลูกแบบหมุนเวียน มีความสัมพันธ์โดยตรงกับการเพิ่มศักยภาพของพื้นที่ในการเพิ่มผลผลิตให้มากขึ้น ซึ่งพื้นที่ภูเขามีปุ๋ยธรรมชาติ ที่ขาดก็คือเรื่อง “น้ำ” ซึ่งวิธีการง่ายๆ ของการแก้ปัญหาโดยนักศึกษากลุ่มนี้ก็คือ การระดมแรงในชุมชนช่วยกันขุดลอกคลองระบายน้ำให้ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้น

สำหรับโครงการที่นักศึกษากลุ่มนี้กำลังดำเนินการอยู่ในปัจจุบันก็คือ การลงพื้นที่ราชบุรีและขยายผลแบบ spin-off เริ่มต้นจากหมูหลุม แล้วขยายผลออกมาแบบบูรณาการเป็นโครงการย่อยนับสิบโครงการ โดยมีกิจกรรมในลักษณะข้ามมหาวิทยาลัยคือขอความร่วมมือไปยังนิสิตคณะเกษตรมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์เพื่อให้ผู้ที่ชำนาญวิชาการด้านเกษตรเข้าไปมีส่วนร่วมในการส่งเสริมความรู้ในปัญหาที่สัมพันธ์กันโดยตรง (มีผู้ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่าโครงการลักษณะนี้คล้ายคลึงกับโครงการ CSR ของไทยพาณิชย์)

อธิการบดีมหาวิทยาลัยแม่โจ้ ได้ร่วมแชร์ประสบการณ์ของมหาวิทยาลัยที่คล้ายคลึงกัน โดยตั้งต้นจากวิสัยทัศน์ชัดเจนมั่นคงว่าจะเป็นมหาวิทยาลัยด้านการเกษตร ทำให้โครงการที่มีอยู่ในปัจจุบันล้วนแต่อิงไปทางด้านชุมชน, สิ่งแวดล้อม, โครงการพระราชดำริ, เศรษฐกิจพอเพียง, วัฒนธรรมเกษตร ที่เน้นอาชีพเกษตรเป็นรากฐาน ทั้งนี้ทางมหาวิทยาลัยแม่โจ้ได้มีโครงการนำร่องร่วมกับโครงการปิดทองหลังพระไปแล้วนำโดยคณะบริหารธุรกิจ โดยให้น้ำหนักสำคัญไปที่เรื่อง “ข้าว”

อาจารย์ที่เป็นผู้แทนจาก มอ. แสดงความเห็นว่าเข้าใจโจทย์และความคาดหวังของคุณชายที่ต้องการให้ทุกมหาวิทยาลัยมีแนวโน้มของการผลิตบัณฑิตที่แก้ปัญหารากหญ้า นั่นคือจบไปแล้วไม่เอาเปรียบสังคม เพราะบัณฑิตที่เก่งแต่ไม่รับผิดชอบก็คือมหาโจร

สำหรับ มอ. เองมีรากฐานมุ่งมั่นไปที่การพัฒนาทางจิตวิญญาณอยู่แล้ว (our soul for benefit of mankind) ตั้งแต่เริ่มตั้งมหาวิทยาลัย โดยเห็นได้ชัดผ่าน “วันมหิดล” ที่มีการแลกเปลี่ยนการจัดการความรู้ KM ระหว่างนิสิต นอกจากนี้ในหลักสูตรบัณฑิตอาสาพัฒนาระดับปริญญาโทและเอก มี 1 หน่วยกิตที่เป็นวิชาสาธารณประโยชน์ ที่บัณฑิตจะต้องตอบให้ได้ว่าเกิดอะไรเปลี่ยนแปลงจากความคิดของพวกเขา ส่วนในหลักสูตรปริญญาตรี จะต้องมีกิจกรรม 100 ชั่วโมง จึงจะมีสิทธิรับปริญญาบัตรของมหาวิทยาลัย

การเคลื่อนในภาพใหญ่ของมหาวิทยาลัยยังไม่มีความชัดเจน แต่กำลังทำอยู่ เช่น กรณีครูซบ ยอดแก้ว ทางมหาวิทยาลัยมีความคิดว่าใครก็ตามที่มีพื้นที่ 4 ไร่แล้วสามารถเลี้ยงตนเองให้สามารถอยู่ได้เหมือนครูซบ ในอนาคตสามารถรับปริญญาบัตรจากมหาวิทยาลัยได้

อธิการบดี มจธ. อาจารย์ศักรินทร์ ภูมิรัตน์ กล่าวถึงแนวทางของ มจธ. ที่เน้นพัฒนาด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี แต่มหาวิทยาลัยมีความเข้าใจ context ที่ผูกพันกันระหว่างคนมหาวิทยาลัยกับชุมชนรอบๆ โดยอดีตอธิการบดีคืออาจารย์กฤษณพงศ์ได้บุกเบิกในพื้นที่ สกลนคร, น่าน, อมก๋อย เป็นต้น

มจธ. อยากเห็นนักศึกษาเข้าใจบริบทของสังคมไทยในลักษณะ 3E for A หรือ การผลักดันด้านวิศวกรรม (Engineering) ด้านสิ่งแวดล้อม (Environment) และด้านพลังงาน (Energy) เพื่อเกษตรกรรม (Agriculture) โดยปัจจุบันทาง มจธ. ร่วมกับเทคโนโลยีราชมงคลล้านนาทำหลักสูตร CRM ในการจัดการทรัพยากร มีเครือข่ายมหาวิทยาลัยที่ช่วยเหลือมาด้วยกันคือ มหาวิทยาลัยเกษตศาสตร์, มหาวิทยาลัยราชภัฎสกลนคร และมหาวิทยาลัยเชียงใหม่

ส่วนอีกช่องทางหนึ่งที่ทางมหาวิทยาลัยเห็นว่าสามารถทำได้ในทันทีก็คือ สหกิจศึกษา ที่ปรับจากการส่งนักศึกษาไปตามโรงงานให้เปลี่ยนมาลงชุมชนแทน และให้เกิดการเรียนรู้ในลักษณะ TIL หรือ Term Integration Learning

อาจารย์กฤษณพงศ์ กีรติกร นำเสนอว่าทางโครงการปิดทางหลังพระฯ ควรเป็นแม่งานเชื่อมโยง ชาวบ้าน – นิสิต – ครู/อาจารย์ เข้าด้วยกันเป็น dialog process ที่ชัดเจน โดยพื้นที่เครือข่ายปิดทองหลังพระมีสถานภาพเป็น Practice School

อย่างไรก็ตาม อาจารย์กฤษณพงศ์ได้ขยายเนื้อหาที่แสดงความคิดเห็นไว้ตั้งแต่การประชุมส่วนที่หนึ่ง นั่นคืองานในลักษณะนี้ไม่เอื้อต่อความก้าวหน้าทางวิชาการของบุคลากรหรืออาจารย์ที่จะมาทำงานด้านนี้ ทำให้ขาดแรงจูงใจ โดยนิสิตอาจได้ผลในแง่ของหน่วยกิตหรือชั่วโมงกิจกรรม แต่ถามว่าอาจารย์ได้อะไร? (ขยายความ: หากขาดแรงจูงใจแล้ว อาจารย์ที่เข้ามาทำงานนี้จะสนใจมาแบบชั่วคราว ไม่ต่อเนื่อง)

ทั้งนี้มหาวิทยาลัยมีสิทธิพัฒนาแทร็ก 3 (ยังไม่แน่ใจว่าคืออะไร) เพื่อขอตำแหน่งทางวิชาการได้ ซึ่งปัจจุบันทาง มจธ. กำลังดำเนินการอยู่ เพื่อเพิ่มโอกาสนอกเหนือไปจากการประเมินการสอนแบบ “เกาะกระดาน” แต่หากลงพื้นที่พัฒนาแล้ว สามารถใช้ขอตำแหน่งได้ ซึ่งนอกจากเป็นแรงจูงใจต่อบุคลากรมหาวิทยาลัยแล้ว ยังจูงใจมหาวิทยาลัยให้สนับสนุนกิจกรรมและวิชาการสายพัฒนานี้ได้อย่างต่อเนื่องมั่นคงขึ้น เพราะหากกิจกรรมพัฒนาไม่สามารถขอตำแหน่งทางวิชาการได้ KPI ของภาควิชาก็ตกเกณฑ์ คณะก็ตกเกณฑ์เป็นโดมิโนไปถึงระดับมหาวิทยาลัย

นอกจากนี้คนในเมืองไทยต้องพัฒนาคนแรงงานที่ถือว่าเป็น “คนนอกระบบ” (ส่วนใหญ่ต่ำกว่าหรือเท่ากับประถมศึกษา) ซึ่งมีคำถามว่าคนกลุ่มนี้เมื่อเกษียณแล้วกลับไปทำอะไร … คำตอบก็คือกลับไปทำเกษตร ซึ่งอาจต้องมีการสอนให้พวกเขา เพราะไม่ได้ทำมา 30-40 ปี แต่มีความสำคัญเพราะแรงงานลักษณะนี้มักผูกพันกับความอยู่รอดของคน 3 รุ่น คือรุ่นพ่อเขา รุ่นเขา และรุ่นลูกหลานเขา

ในประเด็นนี้ ท่านองคมนตรีได้ยกตัวอย่างปัญหาขำขันที่เกิดขึ้นจริงในโรงเรียนชาวนาที่สมเด็จพระเทพฯ ท่านทรงดูแลอยู่ว่าปัจจุบันมีหลักสูตร 2 ประเภท คือสอนคน กับสอนควาย เป็นเรื่องที่น่าสนใจที่หลักสูตรสอนควายนั้น สามารถเป็นเร็วมากกว่าสอนคนให้ทำนาเป็น

อาจารย์พงษ์ศักดิ์ อังกสิทธิ์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ กล่าวถึง 2 แนวทางในการเข้าร่วมกิจกรรมกับโครงการปิดทองหลังพระ โดยแนวทางแรกร่วมงานผ่านโครงการ SIFE ที่โครงการปิดทองหลังพระเป็นแกน โดยมหาวิทยาลัยเชียงใหม่มีกิจกรรมบนดอยจำนวนมากที่เกี่ยวข้องกับพระราชดำริ เช่น ด้านหญ้าแผก หรือการทำบ้านไร่ เป็นต้น ที่มีความรู้เป็นจำนวนมากและจะทำให้ประเทศชาติอยู่รอดได้ โดยมหาวิทยาลัยจะได้ปรับแนวทาง CSR ให้เป็น USR ที่มหาวิทยาลัยจะต้องเป็นสิ่งที่พึ่งได้ของสังคมและมีบทบาทชี้นำ มีการส่งนักศึกษาเข้าร่วมพัฒนาชุมชน และสอดแทรกลงไปในหลักสูตรการเรียนการสอนในส่วนของวิชาทั่วไป/บูรณาการ

ส่วนแนวทางที่สองทางมหาวิทยาลัยเชียงใหม่มีหลักสูตรแพทย์และพยาบาลซึ่งมีคอนเซ็ปต์ที่สามารถปรับให้เข้ากับโครงการปิดทองหลังพระได้

อาจารย์ปริญญา เทวานฤมิตรกุล รองอธิการบดี มธ. ได้ร่วมปันประสบการณ์ที่ได้มีการดำเนินการแล้วใน มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ที่ท่านได้เป็นรองอธิการบดีมา 7 ปี ซึ่งในช่วง 4 ปีแรกส่งเสริมให้นักศึกษาไปชนบท พบว่ามีผลต่อนักศึกษาที่เข้าร่วมประมาณ 5% เท่านั้น ซึ่งถ้าหากเปลี่ยนในระดับ mass (มวลชน) ไม่ได้ ย่อมเปลี่ยนสังคมไม่ได้

ในช่วงปีที่ 5 ได้มีการผลักดันกระบวนการดังกล่าวเข้าสู่การเรียนการสอนโดยพุ่งเป้าไปที่ส่วนของรายวิชาทั่วไป 30 หน่วยกิตที่นักศึกษาทุกคนต้องเรียน โดยดูต้นแบบจากมหาวิทยาลัยมหิดลในวิชาพลเมืองในระบอบประชาธิปไตย ที่เน้นการอยู่ร่วมกันในสังคมและร่วมรับผิดชอบในสังคมอย่างไร เป็นรายวิชาที่ไม่มีเลคเชอร์

อย่างไรก็ตาม การปฏิรูปดังกล่าวไม่สามารถทำได้ทันที เนื่องจากการเพิ่มรายวิชาใหม่เข้าไป 1 วิชา หมายถึงการนำวิชาเก่าออก 1 รายวิชา ดังนั้นที่ทำได้ก็คือไปแทรกเป็นภาคปฏิบัติของรายวิชาที่มีอยู่เดิมจนประสบความสำเร็จด้วยดี จนกระทั่งผู้บริหารเห็นด้วยและร่วมผลักดันจนสามารถเกิดเป็นรายวิชาใหม่ขึ้นมาได้

รายวิชาใหม่นี้ เน้นการเรียนรู้แบบ PBL คือ Problem Based Learning ที่นำไปสู่ Project Based Learning ที่นำตัวเราไปเป็นส่วนหนึ่งของปัญหาที่จะเรียนรู้ จากนั้นเริ่มต้นแก้ปัญหาจากตัวเรา (นักศึกษา) และพัฒนาตัวกลางที่เชื่อมปัญหาเข้ากับทางแก้ เพราะการมองเห็นปัญหาที่เชื่อมโยงกับเราย่อมนำไปสู่การเปลี่ยนในที่สุด

ขั้นตอนวิธีในการเีรียน 3 หน่วยกิต จากรายวิชาทั่วไป 30 หน่วยกิต มีกรอบชัดเจนคือ 1.ลงชุมชน 2.เรียนรู้อะไรจากชุมชน 3.สัมภาษณ์ 4.การตั้งประเด็นและวิธีแก้ปัญหา

ในส่วนของอาจารย์ปริญญาได้เจาะไปที่นักศึกษากฎหมายที่มองว่าเป็นต้นเหตุปั่นคดีความให้เกิดขึ้นมากกว่า 1 ล้าน 2 แสน คดีต่อปี โดยปรับรายวิชาทั่วไป 1 ตัวให้เป็นภาคปฏิบัติ (คล้ายๆ วิชาจรรยาบรรณ จริยธรรม) และตั้งเป้าว่าวิชาการที่มีอยู่จะสามารถสร้างความเป็นธรรมในสังคมให้เกิดขึ้นได้อย่างไร (อุดมการณ์ธรรมศาสตร์) โดยโจทย์หลักของวิชานี้ก็คือ “จงไปสร้างความยุติธรรม” โดยที่ผ่านมาให้นักศึกษาลงพื้นที่มาบตาพุด (แก้ปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมด้วยกฎหมาย) ลงพื้นที่มหาชัย (แรงงานพม่า) และลงพื้นที่รอบมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์เอง (ปัญหามหาวิทยาลัยไล่ที่ชาวบ้าน)

ปิดท้ายการประชุมส่วนนี้ด้วยความเห็นของ รองผอ.สำนักงบประมาณ ที่กล่าวถึงแนวทางจัดสรรงบประมาณให้กับกิจกรรมโครงการลักษณะนี้ว่า โดยปกติโครงการสามารถมีงบประมาณได้หลายแห่ง แต่โครงการต่อยอดที่จะได้รับการสนับสนุนจะต้องมีการคัดเลือกกลุ่มเป้าหมาย มีการกำหนดแนวทางปฏิบัติและขั้นตอนที่ชัดเจน ซึ่งเรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญ เนื่องจากโครงการ “บูรณาการ” มักนำไปสู่ความสับสน เช่นในด้านการติดตามผล เป็นต้น โดยโครงการที่ไม่มี outcome ก็จะไม่มี impact ซึ่งสำนักงบประมาณเป็นหน่วยงานกลางที่ต้องจัดสรรงบประมาณให้มีประสิทธิภาพ ได้ผล outcome ตามยุทธศาสตร์ต่างๆ ซึ่งหากมองว่ากิจกรรมนักศึกษาเป็นหลักของโครงการแล้ว outcome จะอยู่ในส่วนของการเรียนมีปริญญาและประกาศนียบัตรวิชาชีพ

สำหรับแนวทางป้องกันความสับสนของโครงการบูรณาการ ควรให้หน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่งเป็นเจ้าภาพในการติดตามโครงการ จากนั้นหน่วยงานสนับสนุนอื่นจึงเข้ามา contact กับเจ้าภาพ โดยสามารถใช้แนวทางของสำนักงบประมาณสนับสนุนโครงการปิดทองหลังพระอย่างเต็มที่

ส่วนที่สาม: การเรียนรู้ภาคสนาม สืบสานแนวพระราชดำริ

ในช่วงเช้า ผมได้มีโอกาสไปกับท่านอาจารย์อนุกูลเพื่อกราบหลวงพ่อพระใสที่หนองคาย จากนั้นเราจึงร่วมขบวนเดินทางเข้าพื้นที่อ่างเก็บน้ำห้วยคล้าย ซึ่งเป็นช่วงฝนเพิ่งหยุดตก ทำให้พื้นที่ไม่สามารถใช้รถตู้หรือรถปิคอัพธรรมดาเข้าไปได้ ขบวนรถตู้ของเราจำนวน 12 คันและรถเก๋งอีกจำนวนหนึ่งจึงจำเป็นต้องจอดรอไว้ที่บริเวณวัดป่าเลย์ไลก์ ตำบลกุดหมากไฟ ก่อนเปลี่ยนรถพากลุ่มเข้าไปในบริเวณอ่างเก็บน้ำ

เมื่อเข้าไปถึงในพื้นที่ ท่านองคมนตรีกำลังบรรยายถึงจุดเริ่มต้นที่เป็นลักษณะเฉพาะของโครงการปิดทองหลังพระในพื้นที่นี้ นั่นคือการพัฒนาอ่างเก็บน้ำห้วยคล้ายอันเนื่องมาจากพระราชดำริ และเนื่องจากคณะที่ไปมีขนาดค่อนข้างใหญ่มาก จึงมีบางท่านที่ออกสำรวจพื้นที่ด้วยตนเองและเก็บภาพไว้เป็นที่ระลึก

เมื่อเข้าใจจุดเริ่มต้นของโครงการแล้ว คณะเดินทางทั้งหมดก็เริ่มเจาะพื้นที่ของเกษตรกรที่อยู่ใกล้ๆ ที่เป็นชุมชนต้นแบบ คือพื้นที่ของนายบุญมาก สิงห์คำป้อง ที่จุดเด่นของการเกษตรในพื้นที่เขาก็คือ “ฟักทอง” ที่ออกแบบการปลูกให้สามารถ “เก็บผลผลิตได้ทุกวัน” ไม่ให้ฟักทองทั้งแปลงเกิดเป็นยอด ดอก และผลพร้อมๆ กัน ซึ่งทำให้ผลผลิตจำนวนมากเน่าเสียหายพร้อมกันหรือจำเป็นต้องขายออกไปในราคาที่ต่ำ ดังนั้นเกษตรกรรายนี้จึงออกแบบแปลงฟักทองออกเป็นส่วนๆ และดำเนินการปลูกไม่พร้อมกันแต่ให้ไล่เรียงอายุเก็บเกี่ยวกัน ทำให้ทุกวันเขาสามารถทยอยเก็บยอด ดอก และผลได้ทุกวัน

ในการลงพื้นที่เกษตรกรคราวนี้ พระเอกที่โดดเด่นในงานเป็นคนที่ทางวิทยาเขตเรารู้จักกันเป็นอย่างดี ก็คือ นายสัตวแพทย์วิสุทธิ์ เอื้อกิ่งเพชร จากศูนย์การศึกษาพัฒนาภูพานจังหวัดสกลนคร ที่งานนี้คุณชายท่านให้ความไว้วางใจต่อหมอซุ่นคนนี้เป็นอย่างยิ่ง นอกจากมาช่วยเกษตรกรมาบรรยายแล้ว ยังนำเทคโนโลยีจากศูนย์การศึกษาพัฒนาภูพานมาให้ชุมชนอีกด้วย ประกอบด้วย หมูดำ (เหมยชาน) ไก่ดำภูพาน เป็ดเทศผสม และน้ำเชื้อโคทาจิมะภูพาน โดยปศุสัตว์เหล่านี้เน้นพันธุ์ที่เลี้ยงง่าย ไม่ขาดทุน มีกำไร เป็นหลัก นอกจากนี้สัตว์ดำเหล่านี้มีคุณค่าทางยา นั่นคือสารเมลานินที่เป็น anti oxidant

ไม่ไกลไปจากพื้นที่ของนายบุญมาก เป็นจุดสำคัญของโครงการนั่นก็คือจุดปล่อยน้ำจากอ่างเก็บน้ำ ซึ่งมีการเตรียมพิธีเอาไว้เปิดใช้งานเรียบร้อย… ตรงนี้ท่านสุเมธเป็นประธานเปิดซึ่งเป็นไปอย่างอารมณ์ขันกับมุก “ไขก๊อก” ของท่าน

จากนั้น คุณชายได้พาพวกเราไปยังพื้นที่เกษตรกรอีกหนึ่งจุด ก่อนเดินทางกลับไปกินข้าวร่วมกับชาวบ้านที่วัดป่าเลย์ไลก์ ซึ่งตลอดระยะเวลาช่วงเช้านี้ ทางทีมงานและชาวบ้านมีการต้อนรับเป็นอย่างดี มีเสิร์ฟน้ำและกาแฟหอมกรุ่นหวานมันอยู่ไม่ขาด

ที่วัดป่าเลย์ไลก์นี่เอง ชาวบ้านได้รอต้อนรับอยู่ก่อนแล้วเป็นจำนวนมาก นอกจากกินข้าวร่วมกันแล้วในบริเวณนั้นยังจัดนิทรรศการเกี่ยวกับกิจกรรมที่ชาวบ้านเข้าร่วมโครงการกับปิดทองหลังพระฯ ซึ่งผู้ที่สนใจรายละเอียดสามารถติดตามได้ที่คลังภาพด้านล่าง โดยตรงนี้ยกมาแต่ภาพองค์กรเครือข่ายที่เข้าร่วมผลักดันกิจกรรมและบรรยากาศนิทรรศการบางส่วน

ส่วนที่สี่: พันธะสัญญา สืบสานแนวพระราชดำริ

ในช่วงสุดท้ายของการเข้าร่วมกิจกรรมครั้งนี้ เป็นการพบปะชาวบ้านในโบถส์อันกว้างขวางของวัดป่าเ่ลย์ไลก์ แน่นอนว่าพระเอกของเราในช่วงนี้ก็คือชาวบ้านที่มีการนำร่องร่วมกิจกรรมกับทางโครงการปิดทองหลังพระ ซึ่งทุกกิจกรรมล้วนมีพื้นฐานอยู่บนข้อมูลที่หนักแน่น ทันสมัย ทั้งนี้วิทยากรมีการสัมภาษณ์ชาวบ้านโดยเน้นไปที่ประเด็นความเชื่อมั่นของชุมชนที่มีต่อโครงการปิดทอง และความคาดหวังต่อมหาวิทยาลัยในการร่วมพัฒนา

หลังจากเรากับชาวบ้านมีการสร้างความรู้จักจนเริ่มคุ้นเคยกันแล้ว ถัดมาเป็นการประชุมกลุ่มย่อย ทั้งหมด 10 กลุ่ม โดยมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์อยู่ในกลุ่มที่ 4

อย่างไรก็ตาม.. การประชุมในโบสถ์พร้อมกันทั้ง 10 กลุ่มย่อย ทำให้มีเสียงก้องรบกวนกันเองอย่างมาก จนผมที่นั่งห่างจากการคุยกันเพียงแค่ 2 คนนั่ง ยังไม่ได้ยินอะไร จึงหมดสิทธิ์ที่จะจดรายละเอียดในส่วนนี้ ทั้งนี้หากเพื่อนๆ ต้องการทราบรายละเอียด คงต้องสอบถามเพิ่มเติมจากอาจารย์ณรงค์ชัยและอาจารย์อนุกูลที่พูดคุยกับชาวบ้านอย่างใกล้ชิดโดยตรง

เมื่อประชุมกลุ่มย่อยเสร็จเรียบร้อย ท่านองค์มนตรีได้เล่าให้ฟังเกี่ยวกับประสบการณ์แนวทางที่เคยเข้าไปส่งเสริมแล้วได้ผลจริงจัง นั่นคือเรื่องบัญชีครัวเรือน ที่นำมาวิเคราะห์ร่วมกันในระดับหมู่บ้าน ทำให้พบค่าใช้จ่ายสิ้นเปลืองร่วมกันคือ “น้ำปลา” ซึ่งแต่ละบ้านเหมือนเป็นค่าใช้จ่ายเล็กน้อย แต่เมื่อรวมกันหลายบ้านกลับเป็นค่าใช้จ่ายที่สิ้นเปลือง ดังนั้นจึงมีการส่งคนไปเรียนการทำน้ำปลา จากนั้นกลับมาทำกินภายในชุมชน พลิกจากรายจ่ายเป็นรายรับ จากนั้นขยายผลไปยังเรื่องบุหรีและเหล้า ซึ่งการมองเห็นค่าใช้จ่ายจำนวนมากเชิงประจักษ์ร่วมกัน ทำให้สามารถรณรงค์อย่างได้ผล จนในที่สุดในหมู่บ้านไม่มีการขายบุหรีได้สำเร็จ

หลังจากช่วงนี้ เป็นพิธีการทางศาสนาให้ศีลให้พรก่อนแยกย้ายจากชาวบ้านกลับไปที่โรงแรมประจักษ์ตรา

ถึงตรงนี้… ผมคิดว่าผู้เข้าร่วมงานที่อยู่ตลอดสองวัน ตั้งแต่เริ่มโครงการจนกระทั่งได้พูดคุยแลกเปลี่ยนกับชาวบ้าน ส่วนใหญ่น่าจะเกิดอาการ “ของขึ้น” คล้ายๆ กับที่อาจารย์กฤษณพงศ์เคยเกริ่นไว้ รวมถึงมีความฮึกเหิมที่จะพูดคุยตกลงความร่วมมือกันในช่วงปิดท้ายของโครงการ

เป็นที่น่าเสียดายที่อาจารย์อนุกูลกับผมต้องตัดสินใจกลับก่อนมืดเพื่อความปลอดภัยในการเดินทาง ดังนั้นพันธะสัญญาช่วงท้ายของโครงการคงต้องรอถามจากอาจารย์ณรงค์ชัยกันอีกครั้งหนึ่ง

การร่วมกิจกรรมครั้งนี้กล่าวได้ว่าเป็นการชุมนุมกันของยอดฝีมือระดับประเทศเป็นจำนวนมาก ทุกกิจกรรม ทุกรายละเอียดคำพูดที่เก็บมานั้น ล้วนแล้วสามารถมีความหวังนำไปต่อยอดขยายผลและก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงสังคมได้ทั้งสิ้น.. หวังว่าเพื่อนๆ จะได้ประโยชน์พอสมควร และอาจจุดประกายที่นำไปสู่การร่วมผลักดันพัฒนาวิทยาเขตของเรา

ผมขอปิดรายงานการเข้าร่วมกิจกรรมปิดทองหลังพระด้วยภาพ “บั้งไฟ” แถวพังโคนที่บังเอิญได้ทันดู 2 บั้งสุดท้ายพอดี … นำมาฝากเพื่อนๆ เพื่อเป็นการผ่อนคลายความเครียดที่อาจเกิดขึ้นจากการอ่านบทความขนาดยาวๆ นี้ครับ…


สำหรับคลังภาพทั้งหมดที่รวมไว้ด้านล่าง สามารถคลิกที่รูปเพื่อขยายขนาดภาพได้ครับ

About these ads

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s